News Ticker

โรคเมอร์ส, Middle East Respiratory Syndrome (MERS)

โรคเมอร์ส. Middle East Respiratory Syndrome (MERS)

โรคเมอร์ส เป็นโรคทางเดินหายใจอุบัติใหม่ ที่พบว่าเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดใหม่ในกลุ่มโคโรน่าไวรัส โดยมีชื่อย่อที่เป็นทางการว่า เมอร์ส-โควี (MERS-CoV, Middle East Respiratory Syndrome-Corona virus) ซึ่งเพิ่งมีรายงานการก่อโรคในคนเป็นครั้งแรกในปี คศ. 2012 (พศ.2555) ในประเทศซาอุดิอาระเบีย และต่อมาพบเพิ่มในอีกหลายประเทศในคาบสมุทรอาหรับ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอาหรับอะมิเรต (UAE), ประเทศกาตาร์ (Qatar), ประเทศโอมาน (Oman),ประเทศจอร์แดน (Jordan),ประเทศคูเวต (Kuwait),ประเทศเยเมน (Yemen), และประเทศเลบานอน (Lebanon) เป็นต้น แต่ในปัจจุบันได้มีรายงานการพบการเจ็บป่วยด้วยโรคเมอร์ส ในอีกหลายๆประเทศในภูมิภาคอื่นๆของโลก. ขณะนี้มีมากกว่า 26 ประเทศแล้วที่รายงานการพบผู้ป่วยโรคเมอร์ส, (พศ.2558) เช่น ในสหรัฐอเมริกา, จีน, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไทย และ เกาหลีใต้

จากการที่พบว่าอูฐโหนกเดียว ที่เป็นสัตว์เลี้ยงในแถบตะวันออกกลางมีเชื้อไวรัสเมอร์สนี้ในระบบทางเดินหายใจและน้ำลายได้โดยที่อูฐเหล่านี้ไม่พบว่ามีอาการป่วย ทำให้การสัมผัสอูฐเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสเมอร์สได้ แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนี้จนทำให้มีรายงานการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในแต่ละประเทศและแต่ละช่วงเวลาจะเกิดจากการสัมผัสกับอูฐ เนื่องจากผู้ป่วยหลายรายที่ไม่เคยมีประวัติสัมผัสกับอูฐเหล่านี้เลย

อาการและอาการแสดง

ในปัจจุบันยังแนะนำให้ทำการซักประวัติการเดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยง เช่นประเทศทางคาบสมุทรอาหรับ และ ประเทศเกาหลีใต้ ภายในระยะเวลา 14 วัน ก่อนการเจ็บป่วยด้วยอาการทางเดินหายใจ ที่มีไข้ ไอ และอาการหายใจหอบเหนื่องที่น่าจะเป็น หลอดลมอักเสบ ปอดบวม ฯลฯ รวมถึงภาวการณ์หายใจล้มเหลวด้วย

การมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยหรือมีการเดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยที่มีปัญหาทางเดินหายใจ ในระหว่างที่ผู้ป่วยยังอยู่ที่ประเทศดังกล่าวก่อนเดินทางมายังประเทศไทย ก็เป็นข้อมูลที่สำคัญมากในการพิจารณาว่ามีโอกาสเป็นโรคเมอร์สอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการทางเดินหายใจ เช่น ไอ ไข้ หายใจเร็ว เหนื่อย พบมีอัตราตายประมาณร้อยละ 30-40

การติดต่อเกิดจากการสัมผัสน้ำมูกน้ำลายและสิ่งคัดหลั่งจากผู้ป่วย ติดต่อไปยังคนใกล้ชิด เช่น แพทย์ พยาบาล และคนอื่นๆในครอบครัวในบ้านเดียวกัน แต่พบว่าการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในสภาพแวดล้อมทั่วไปเกิดขึ้นน้อยมาก

การตรวจทางห้องปฏิบัติการนั้นในปัจจุบันยังไม่สามารถทำการตรวจได้ทั่วไปในโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศ เพราะเป็นการตรวจพิเศษเพื่อตรวจหาส่วนยีนของไวรัสเมอร์ส โดยวิธีการขยายเพิ่มปริมาณส่วนพันธุกรรมที่เรียกว่า rRT-PCR, (real-time reverse-transcription Polymerase Chain Reaction) ซึ่งยังต้องอาศัยห้องปฏิบัติใหญ่ที่มีบุคลากรและเครื่องมือที่พร้อม เช่น ที่กระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เช่น โรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่บางแห่งเท่านั้น โดยเป็นการเก็บสิ่งคัดหลั่งเช่น เสมหะ และ เนื้อเยื่อ สิ่งคัดหลั่งที่กวาดจากในจมูกและในลำคอ หรือแม้แต่เสมหะจากหลอดลมและปอด นำส่งเพื่อทำการตรวจหาเชื้อไวรัสเมอร์ส

การรักษาและการป้องกัน

จากข้อมูลการเกิดโรคพบว่า ผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคประจำตัวต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคเบาหวาน โรคไตวาย ฯลฯ จะมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนและเสียชีวิตได้มาก ขณะที่ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงและสุขภาพดีเช่นเด็กและคนหนุ่มสาว จะมีโอกาสหายจากโรคเมอร์สนี้ได้มากกว่าคนสูงวัย และผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังอยู่แล้ว
เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียาที่จะมีฤทธิ์ขจัดเชื้อไวรัสเมอร์สนี้ได้โดยตรง การดูแลรักษาผู้ป่วยจึงเป็นการรักษาตามอาการที่ผู้ป่วยมี เช่น ปอดบวม การหายใจล้มเหลว ภาวะช๊อค ฯลฯ ประคับประคองให้ผู้ป่วยพ้นระยะวิกฤต จนกว่าภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะสร้างขึ้นมาจัดการกับเชื้อไวรัสได้เอง และเข้าสู่ระยะพักฟื้นจนหายเป็นปกติได้ในที่สุด

ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเมอร์ส

เมื่อมีผู้ป่วยที่มีอาการและประวัติที่ทำให้นึกถึงโรคเมอร์ส จะต้องรีบทำการแยกผู้ป่วยให้อยู่ในห้องพิเศษอย่างที่เรียกว่า contact and airborne isolationที่มีมาตรการป้องกันและอุปกรณ์สำคัญต่างๆเพื่อป้องกันการสัมผัสโรคทั้งจากการสัมผัสทางผิวหนังและกระจายเชื้อโดยละอองน้ำมูกน้ำลายจากการไอจามที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ

ซึ่งในบาง รพ. เช่น รพ. บำราศนราดูร กระทรวงสาธารณสุข ได้มีห้องพิเศษที่จัดเตรียมไว้เป็นห้องที่เรียกว่าห้องปรับความดันอากาศ Negative Pressure เพื่อใช้ในการควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อที่สำคัญ เช่น โรคเมอร์ส, โรคซาร์ส และโรคติดเชื้อร้ายแรงอื่นๆ ไว้เตรียมรับมือไว้แล้ว

ส่วนคนในครอบครัว,ผู้ดูแลผู้ป่วยใกล้ชิดและทีมแพทย์,พยาบาล,เจ้าหน้าที่ที่ดูแล ต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น ชุดกาวน์, หน้ากากพิเศษแบบ N-95,แว่นตากันการปนเปื้อนน้ำมูกน้ำลาย, ถุงมือ ฯลฯ อย่างเคร่งครัด และจะต้องร่วมมือกับการสอบสวนโรคและการกักกันโรค ที่จะมีกำหนดอย่างน้อย 14 วันหลังการสัมผัสโรค ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขได้ออกเป็นกฎกระทรวงไว้แล้วอย่างชัดเจนให้ยึดถือปฏิบัติอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อนี้ในชุมชน ซึ่งทุกคนต้องให้ร่วมมือเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อโรคในวงกว้างอันจะเป็นผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้คนในสังคมและประเทศของเรา


นพ.ประสงค์ พฤกษานานนท์

คลินิกเด็ก ดอท คอม