หน้าแรก arrow โรคติดเชื้อ arrow การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็ก
09 ก.ย. 2010 00:39น.
 
 
Newsflash
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็ก พิมพ์ อีเมล
30 พ.ย. 1999 12:00น.

การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็ก

     ปัญหาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็กนั้นเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยพอควร ซึ่งอาการและอาการแสดงบางครั้งอาจไม่ชัดเจน และทำให้ไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ซึ่งในบางรายเมื่อเนิ่นนานไป ก็จะเกิดปัญหาแทรกซ้อนอื่นๆตามมา เช่น โรคไตเรื้อรัง หรือไตวายได้

ระบบทางเดินปัสสาวะ

     ระบบทางเดินปัสสาวะนั้นมีหน้าที่เป็นตัวการในการขับถ่ายของเสีย (ปัสสาวะ) ออกจากระบบการไหลเวียนของโลหิตในร่างกาย และเป็นที่พักของปัสสาวะ ที่ขับออกมาจากไตทั้ง 2 ข้าง ออกมาในท่อไตและมาอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ ก่อนที่จะขับออกไปทางท่อปัสสาวะให้ออกไปจากร่างกาย ซึ่งมีอวัยวะต่างๆร่วมกันทำหน้าที่นี้ ได้แก่ ไต ซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างน้ำปัสสาวะ ไหลออกมาทางท่อไต ลงมาเก็บอยู่ที่กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งมีลักษณะเป็นถุงที่มีผนังบาง และที่ผนังนั้นประกอบด้วยกล้ามเนื้อบางๆประสานกัน ทำให้กระเพาะปัสสาวะสามารถขยายตัวรับปริมาณของปัสสาวะได้มากถึงจุดหนึ่ง ก่อนที่ระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะจะส่งสัญญานว่ากระเพาะปัสสาวะเต็มและเริ่มการหดตัวของผนังกระเพาะปัสสาวะ ทำให้บีบตัวขับปัสสาวะออกมาตามท่อปัสสาวะ ซึ่งจะมีกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่เสมือนกล้ามเนื้อหูรูดคอยทำหน้าที่ปิดเปิดท่อปัสสาวะตรงบริเวณกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เราสามารถควบคุมการถ่ายปัสสาวะได้ แม้ว่าจะรู้สึกว่าปวดปัสสาวะแล้ว

    ซึ่งท่อปัสสาวะในเด็กหญิงจะสั้นกว่าของในเด็กชาย ทำให้เด็กหญิงมีปัญหาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้มากกว่าเด็กชาย ส่วนเด็กชายที่ไม่ได้ทำการขลิบ (หรือหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศยังไม่เปิด) จะมีอุบัติการณ์การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะสูงกว่าเด็กชายที่หนังหุ้มปลายเปิดแล้วเพียงเล็กน้อย พบว่าประมาณ 3 % ของเด็กหญิง   และ 1 % ของเด็กชาย จะมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ในตอนเด็ก จนถึงช่วงอายุ 11 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติ เด็กเล็กที่มีไข้สูงโดยไม่พบว่ามีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย มีโอกาส ประมาณ 1 ใน 20 ที่จะเป็นปัญหาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ซึ่งตำแหน่งที่อาจเกิดการติดเชื้อได้นั้นก็ เช่น การติดเชื้อของท่อปัสสาวะ ( Urethritis), การติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ (กระเพาะปัสสาวะอักเสบ, cystitis) , การติดเชื้อที่เนื้อไต (Pyelonephritis)

อาการของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็ก

  • ไข้
  • แสบหรือเจ็บเวลาปัสสาวะ
  • ปัสสาวะบ่อย วิ่งเข้าวิ่งออกห้องน้ำ ฉี่ไม่สุด อั้นฉี่ไม่ได้ดีนัก
  • อาเจียน ปวดท้อง คลื่นไส้ เบื่ออาหาร
  • ปวดหลัง หรือปวดด้านข้างของลำตัว
  • ปัสสาวะขุ่น หรือมีสีผิดปกติ (แดงปนเลือด ฯลฯ) ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น
  • ในเด็กเล็กอาจเป็นอาการที่ร้องกวนงอแง หงุดหงิดหาสาเหตุไม่ได้
  • การเจริญเติบโตช้า ตัวเล็ก น้ำหนักไม่ค่อยขึ้น









การวินิจฉัยโรค

     ในกรณีที่สงสัยว่าจะมีปัญหาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็ก ควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งแพทย์จะมีวิธีการนำไปสู่การวินิจฉัยได้ โดยการ

  • ซักประวัติ ตรวจร่างกาย อย่างละเอียด
  • ประวัติทางด้านโรคไตและการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในครอบครัว
  • ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
  • เก็บปัสสาวะเพื่อส่งตรวจ

    




การเก็บปัสสาวะ

      ในเด็กนั้นจะต้องทำการเก็บปัสสาวะที่สะอาด และไม่ให้ปนเปื้อนเชื้อในการเก็บตัวอย่างปัสสาวะ และเป็นปัสสาวะใหม่ เพื่อการตรวจที่จะให้ได้ผลแม่นยำ วิธีการเก็บมีได้หลายวิธี ได้แก่

  • การติดถุงพลาสติกพิเศษที่ปราศจากเชื้อ สำหรับเก็บปัสสาวะ ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวก แต่อาจมีการปนเปื้อนเชื้อจากภายนอก เช่น จากผิวหนังบริเวณก้น หรือจากอวัยวะเพศด้านนอก ทำให้การอ่านผล แปลผล มีการผิดพลาดได้ ซึ่งมักจะนิยมใช้การปิดถุงเก็บปัสสาวะนี้ในการตรวจกรอง (Screening) เพื่อดูว่ามีปัญหาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือไม่
  • การใช้สายสวนปัสสาวะ ใส่เข้าไปในท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ เพื่อเก็บปัสสาวะที่มีอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งจะได้ตัวอย่างปัสสาวะที่สะอาด และได้ผลที่ถูกต้องกว่าการปิดถุงเก็บปัสสาวะ
  • ในบางราย อาจจำเป็นต้องเก็บปัสสาวะโดยการใช้เข็มดูดน้ำปัสสาวะออกมา (Needle aspiration) ทางหน้าท้องบริเวณหัวเหน่า (กระเพาะปัสสาวะ) เพื่อให้ได้ปัสสาวะที่แน่ใจได้ว่าจะไม่ปนเปื้อนเชื้อจากภายนอก
  • ในเด็กโตที่สามารถให้ความร่วมมือในการถ่ายปัสสาวะ ก็สามารถใช้การเก็บโดยตรงการที่ให้เด็กร่วมมือทำการฉี่ลงในกระบอกเก็บปัสสาวะที่สะอาดและเตรียมไว้สำหรับการตรวจปัสสาวะนี้ โดยจะต้องมีการทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศของเด็กให้สะอาดดีก่อนที่จะทำการเก็บปัสสาวะ

      เมื่อได้ปัสสาวะแล้ว ควรรีบส่งน้ำปัสสาวะที่ได้ไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อการตรวจปัสสาวะโดยเร็ว ไม่ควรทิ้งไว้นานหลายชั่วโมง เพราะอาจทำให้ผลที่ได้มีความคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องได้ ซึ่งการเลือกวิธีเก็บปัสสาวะที่เหมาะสมนี้ ทางแพทย์และพยาบาลผู้ดูแลจะช่วยคุณพ่อคุณแม่ในการเลือกและแนะนำวิธีการเก็บต่างๆให้

      การรักษา

      เนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จึงจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ซึ่งแพทย์จะเลือกชนิด และขนาดของยา รวมทั้งวิธีการให้ยา ให้เหมาะสมกับสภาวะการติดเชื้อที่เป็นอยู่ ซึ่งอาจเป็น การให้ยาฉีด หรือยาชนิดรับประทาน ส่วนใหญ่ในรายที่มีการติดเชื้อรุนแรง มักจะมีไข้สูงและมีอาเจียน ปวดท้องร่วมด้วย ก็จะเป็นยาฉีด และเข้ารับการรักษาตัวใน ร.พ.จะเหมาะสมกว่า แต่ในรายที่อาการเป็นไม่มาก และสามารถทานยาได้ดี ก็อาจเลือกเป็นยาชนิดรับประทานได้

       การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะนั้นมีความสำคัญเร่งด่วนที่ต้องทำการรักษาให้ถูกต้องเพื่อ

  • ขจัดเชื้อโรคให้หมดไปจากระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ป้องกันการติดเชื้อลุกลามไปยังระบบอื่นของร่างกาย
  • ลดโอกาสที่เนื้อไตจะถูกกระทบ หรือทำลายจากการติดเชื้อ

     


     ระยะเวลาในการรักษาควรเป็นอย่างน้อย 7-14 วัน ในบางราย อาจจะต้องให้การรักษานานกว่านี้ คุณพ่อคุณแม่ควรให้ยาอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์สั่ง อย่าหยุดยาเอง เนื่องจากเห็นว่าเด็กอาการดีขึ้นแล้ว ทั้งนี้เพราะการรักษานั้นต้องใช้เวลาในการขจัดเชื้อที่อาจเข้าไปอยู่ที่เนื้อไตแล้ว ถ้าการรักษาไม่นานพอก็อาจจะกลับมาเป็นปัญหาได้อีก

การติดตามผลการรักษาและการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

     หลังการได้รับการรักษาครบตามกำหนดเวลาและคนไข้มีอาการเป็นปกติแล้ว ควรมีการตรวจปัสสาวะซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าการติดเชื้อได้หายไปจากระบบทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ อาจมีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม ที่สำคัญ เนื่องจากปัญหาการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะในเด็กนั้นอาจมีความผิดปกติแต่กำเนิดของระบบทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้ ถ้าพบจากการตรวจเพิ่มเติมนี้ ก็จะมีทางแก้ไขได้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะเป็นการป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อน จนเกิดเป็นโรคไตวายเรื้อรัง การตรวจพิเศษเหล่านี้ได้แก่

  • อัลตราซาวน์ของไตและกระเพาะปัสสาวะ (Kidney and Bladder Ultrasound) ซึ่งทำได้ง่าย ไม่เจ็บ และค่าใช้จ่ายไม่มาก จะช่วยบอกได้ว่ามีขนาดของไตและกระเพาะปัสสาวะเป็นอย่างไร และมีความผิดปกติที่พบเห็นได้ชัดเจนหรือไม่

  • การตรวจเอกซเรย์พิเศษเพื่อดูจากทำงานของกระเพาะปัสสาวะในการขับปัสสาวะ (Voiding Cystourethrogram) ซึ่งเป็นการดูว่ากระเพาะปัสสาวะสามารถขับปัสสาวะได้ดีเพียงไร และมีการไหลย้อนกลับของปัสสาวะ(Reflux) ขึ้นไปยังบริเวณเนื้อไตบ้างหรือไม่ ขั้นตอนการทำก็โดยการใส่สายสวนปัสสาวะเข้าไปในท่อปัสสาวะ และใส่สีที่สามารถเอกซเรย์เห็นได้ จากนั้นหมอเอกซเรย์(รังสีแพทย์)จะทำการดูว่ามีสีไหลย้อนขึ้นผิดปกติหรือไม่ และการหดตัวของกระเพาะปัสสาวะเป็นอย่างไร

  • การดูภาพรังสีของไตโดยการฉีดสีพิเศษเข้าสู่เส้นเลือดดำ (Intravenous Pyelogram)  เพื่อให้สีพิเศษนี้ไปขับออกที่ไต และสามารถเอกซเรย์เห็นเนื้อไตได้ ซึ่งการตรวจนี้จะสามารถบอกความผิดปกติของเนื้อไต และช่วยบอกถึงการไหลเวียนของเลือดที่ไต รวมทั้งความสามารถในการขับปัสสาวะของไตแต่ละข้างว่าเป็นอย่างไร

  • การตรวจทางนิวเคลียร์สแกนของไต (Nuclear Scan) ซึ่งเป็นการตรวจในกรณ๊พิเศษเพื่อดูการทำงานของไตและปัญหาพิเศษอย่างอื่นของไต ซึ่งมีข้อบ่งชี้จำเพาะในแต่ละรายแตกต่างกันไป ซึ่งถึงแม้จะมีการใช้สารรังสี (Radioactive material) ในกรณีเช่นนี้ แต่ก็มีความปลอดภัยสูง และปริมาณของรังสีที่ใช้ก็ไม่ได้มากไปกว่าการทำเอกซเรย์ธรรมดา

     
      
ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถให้ข้อมูลรายละเอียดและคำแนะนำกับคุณพ่อคุณแม่ในการเลือกทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมต่างๆเหล่านี้ ตามที่เห็นสมควร และเป็นไปตามปัญหาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่พบ

     สรุป

       ปัญหาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็กนั้นเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยพอควร และสามารถให้การรักษาได้ การวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องและการรักษาที่ถูกต้องมีความสำคัญมาก เพราะถ้ามีปัญหาจริง แต่ไม่ได้รับการรักษา ก็อาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนในระยะยาว เช่น ไตวาย โรคไตเรื้อรัง ฯลฯ ซึ่งรักษาได้ยากกว่า จึงควรปรึกษาแพทย์ และให้ความร่วมมือในการตรวจวินิจฉัย ตามข้อบ่งชี้ เมื่อสงสัยว่าลูกมีปัญหาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ


นพ.ประสงค์ พฤกษานานนท์
คลินิกเด็ก.คอม



แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 05 เม.ย. 2009 21:15น. )
<ก่อนหน้า   ต่อไป>
Polls
คุณมีวิธีสอนลูกเรื่องจริยธรรมอย่างไร
  
คุณใช้เวลาว่างกับลูกวัยรุ่นอย่างไร
  
คุณเตรียมตัวรับมือไข้หวัดนกอย่างไร
  
 
Top! Top!