หน้าแรก arrow การปฏิบัติตัวระหว่างการตั้งครรภ์ arrow เมื่อคุณแม่เป็นอีสุกอีใส
09 ก.ย. 2010 00:46น.
 
 
Newsflash
เมื่อคุณแม่เป็นอีสุกอีใส พิมพ์ อีเมล
30 พ.ย. 1999 12:00น.

     เมื่อคุณแม่เป็นอีสุกอีใส

Image     
     มีคำถามถามเข้ามากันหลายครั้งว่า เพิ่งแต่งงานกำลังวางแผนว่าจะมีลูกตัวน้อยๆไว้ชื่นชม ควรจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร โดยเฉพาะการป้องกันตนเองจากอีสุกอีใส เพราะเท่าที่พอจะจำได้นั้น ค่อนข้างแน่ใจว่าตนเองยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส จะฉีดวัคซีนอีสุกอีใสที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้หรือไม่   ซึ่งเป็นคำถามที่ดีมาก และแสดงว่าคุณแม่เจ้าของคำถามมีความรู้และเอาใจใส่ตนเองที่ดีมากทีเดียว จึงจะขอนำประเด็นเหล่านี้มากล่าวไว้ ณ ที่นี้

     ถึงแม้ว่าอีสุกอีใสจะเป็นโรคที่รู้จักกันมานาน และในความรู้สึกของคนทั่วไปคิดว่าเป็นโรคของเด็ก ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องของการเจ็บป่วยธรรมดา ไม่กี่วันก็หาย แต่ในบางครั้งการเป็นอีสุกอีใสนั้นอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ในบางราย โดยเฉพาะในหญิงมีครรภ์

     เชื้ออีสุกอีใสเป็นเชื้อไวรัสในกลุ่มเฮอร์ปีส์ชนิดหนึ่งที่สามารถแพร่กระจายได้จากการไอจามรดกันเปื้อนละอองน้ำลาย และจากการสัมผัสใกล้ชิดกับคนที่กำลังเป็นอีสุกอีใสอยู่ โดยมีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ เมื่อเชื้ออีสุกอีใสเข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินหายใจส่วนบน เชื้อก็จะเริ่มแบ่งตัวและเริ่มเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย ต่อมาจะมีอาการออกเป็นตุ่มใสๆขึ้นตามตัว ช่วงนั้นคนป่วยอาจจะมีไข้และมีโรคแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้ออักเสบของผิวหนัง และ ปอดบวม, หลอดลมอักเสบได้ ในบางราย อาจจะมีอาการทางสมอง แบบไวรัสขึ้นสมอง ทำให้ซึมลงและมีอาการชัก ฯลฯ ได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอยู่ก่อน อาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ 
      
      ผลของการติดเชื้ออีสุกอีใสที่มีต่อทารกในครรภ์ 

            ในกรณีของหญิงมีครรภ์ ถึงแม้ว่าจะมีภูมิคุ้มกันที่เป็นปกติ แต่ระยะของการตั้งครรภ์แต่ละช่วง จะเกิดอันตรายต่อตัวของแม่เอง และอาจมีผลกระทบถึงลูกในครรภ์ได้แตกต่างกันไป ดังนี้คือ

1.ในระยะครรภ์อ่อนๆ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อของทารกในครรภ์ที่มีผลทำให้เกิดความผิดปกติของทารกได้ ที่เรียกว่า congenital varicella syndrome อาจพบว่ามีความผิดปกติของผิวหนังหรือแขนขาของทารก หรือมีการติดเชื้อในสมอง จากการติดเชื้ออีสุกอีใสในระยะตัวอ่อนได้ หรือพบว่าทารกมีผื่นผิวหนังแบบงูสวัดได้

2.แต่ในรายที่มารดามีการติดเชื้ออีสุกอีใส ในระยะใกล้คลอด คือในช่วงประมาณ 7 วันก่อนคลอด ถึง 7 วันหลังคลอด อาจทำให้เกิดการติดเชื้ออีสุกอีใสชนิดที่เป็นรุนแรงมากกับทารกนั้นๆ ทำให้เสียชีวิตได้ แต่โชคดีที่ในปัจจุบันมียาต้านเชื้อไวรัสอีสุกอีใสใช้รักษาการติดเชื้อรุนแรงเหล่านี้ ทำให้อัตราตายในทารกลดลงได้ แต่ในรายที่เป็นรุนแรงถ้าสามารถหา อิมมูโนกลอบบูลินชนิดพิเศษสำหรับต้านฤทธิ์อีสุกอีใส มาฉีดให้ด้วยตั้งแต่ในระยะแรกที่ได้รับเชื้อก่อนที่จะเกิดอาการรุนแรง ก็จะช่วยลดผลกระทบที่จะมีต่อทารกลงได้มาก ปัญหาที่มีในทางเวชปฏิบัติก็คือ ยาเหล่านี้มีราคาแพงมากและในหลายต่อหลายครั้งก็อาจจะไม่มียาในสต็อกให้ใช้ ทำให้มีความยากลำบากในการรักษาทารกที่มีการติดเชื้อนี้
           
        ผลกระทบของการติดเชื้ออีสุกอีใสในหญิงมีครรภ์

        อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า แม้การเป็นอีสุกอีใสอาจจะดูไม่ร้ายแรงในเด็กทั่วไป แต่ในผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นอีสุกอีใสแล้ว ส่วนใหญ่มักจะมีอาการรุนแรงได้แม้ว่าจะมีภูมิคุ้มกันปกติ ดังนั้นในหญิงมีครรภ์ซึ่งมีภาวะภูมิคุ้มกันที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างจากการตั้งครรภ์ พบว่าความรุนแรงของการติดเชื้ออีสุกอีใสยิ่งมากขึ้นโดยเฉพาะในระยะอายุครรภ์ใกล้ครบกำหนดคลอดจะยิ่งอันตราย ซึ่งส่วนใหญ่ (ประมาณ 40 %) จะเป็นปัญหาปอดบวม (ปอดอักเสบ) ที่เกิดภาวะการหายใจล้มเหลว ทำให้เสียชีวิตได้ทั้งแม่และลูกในครรภ์ หลายต่อหลายรายต้องเข้ารักษาตัวในหอดูแลผู้ป่วยหนัก (ไอ ซี ยู) และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและออกซิเจนในขนาดสูง ร่วมกับการให้ยาต้านเชื้ออีสุกอีใส เหมือนในของเด็ก แต่ใช้ขนาดยามากกว่า ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษายิ่งสูงมากขึ้นไปอีก

      สำหรับการติดเชื้ออีสุกอีใสในช่วงอายุครรภ์อ่อนๆ นั้นนอกจากอาจพบว่าทารกที่เกิดมามีปัญหาผิดปกติของผิวหนังหรือแขนขา (congenital varicella syndrome)  ก็ยังพบว่าในหลายรายทำให้มีการคลอดก่อนกำหนดได้ด้วย
           
      ดังนั้นคำถามที่ ว่าที่คุณแม่ท่านหนึ่งถามมาในตอนต้นจึงมีความสำคัญมากที่จะเป็นเครื่องเตือนใจให้บรรดาว่าที่คุณแม่ทั้งหลายจะได้ทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการเป็นอีสุกอีใสในระหว่างตั้งครรภ์

     คำถามต่อมาก็คือว่า จะมีวิธีป้องกันได้อย่างไรบ้าง? ซึ่งมีข้อแนะนำดังนี้คือ

      1. การไม่ไปสัมผัสโรค  เช่น หลีกเลี่ยงคนที่ป่วยเป็นอีสุกอีใส แต่การระวังตัวแบบนี้ไม่ง่ายนัก เพราะระยะติดต่อของอีสุกอีใสนั้น เริ่มได้ตั้งแต่ 2-3 วันก่อนที่จะมีผื่นขึ้นและตลอดเวลาที่กำลังมีผื่นตุ่มสุกใสอยู่ จนกว่าตุ่มเหล่านี้จะแห้งกลายเป็นสะเก็ดจึงจะพ้นระยะติดต่อ 

     2.การฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใส ซึ่งในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสให้ใช้กันมานานหลายปีแล้ว เป็นวัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิตที่นำมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจนเชื่องแล้ว กล่าวคือเชื้ออีสุกอีใสในวัคซีนนี้จะสามารถกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ที่ได้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีต่อเชื้ออีสุกอีใส โดยไม่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้น และสามารถป้องกันการติดเชื้ออีสุกอีใสตามธรรมชาติได้ เปรียบเสมือนการซ้อมรบให้กับระบบภูมิคุ้มกันโดยวัคซีน ก่อนที่จะต้องออกรบจริง 

    
วัคซีนนี้เริ่มทำการศึกษาในญี่ปุ่น เมื่อประมาณ 25 ปีก่อน และมีการพัฒนาและติดตามผลและประสิทธิภาพของวัคซีนนี้ในหลายๆประเทศ จนในปัจจุบัน ได้มีการรับรองให้ใช้ในคนทั่วไป รวมทั้งในเด็กได้ ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ได้มีการศึกษาและประเมินผลของวัคซีนนี้มานานกว่า 10 ปี ก็ประกาศให้ใช้วัคซีนป้องกันอีสุกอีใสนี้ได้ในประชากรของเขาทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี พศ. 2538 

     สำหรับในประเทศไทย ทางกระทรวงสาธารณสุขก็ได้อนุญาตให้ใช้วัคซีนนี้ได้ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ปัจจุบันทางเวชปฏิบัติก็มีความสะดวกและง่ายขึ้นในการป้องกันอีสุกอีใส และมีข้อกำหนดหลายอย่าง เช่น ห้ามให้วัคซีนแก่คนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และ ไม่ควรจะฉีดวัคซีนให้กับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ แต่สำหรับหญิงที่ยังไม่ตั้งครรภ์ สามารถรับวัคซีนได้ โดยวัคซีนอีสุกอีใสในผู้ใหญ่ต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 1 เดือน และควรที่จะรออย่างน้อยอีก 1-3 เดือนหลังการฉีดวัคซีนครบตามกำหนด ก่อนที่จะเริ่มปล่อยให้เกิดการตั้งครรภ์ขึ้น

     สิ่งที่นำมากล่าวถึงในที่นี้เป็นความรู้ที่ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายประการ จึงขอให้บรรดาว่าที่คุณแม่ทั้งหลายปรึกษาแพทย์ประจำตัวของคุณในเรื่องนี้ด้วยนะครับ


นพ.ประสงค์ พฤกษานานนท์
คลินิกเด็ก.คอม
  
 
 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 15 เม.ย. 2010 17:14น. )
<ก่อนหน้า
Polls
คุณมีวิธีสอนลูกเรื่องจริยธรรมอย่างไร
  
คุณใช้เวลาว่างกับลูกวัยรุ่นอย่างไร
  
คุณเตรียมตัวรับมือไข้หวัดนกอย่างไร
  
 
Top! Top!