หน้าแรก arrow เทคโนโลยีการเจริญพันธ์ arrow เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์(มีบุตรยาก)
09 ก.ย. 2010 00:40น.
 
 
Newsflash
เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์(มีบุตรยาก) พิมพ์ อีเมล
14 ก.พ. 2007 02:12น.
เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์’ (มีบุตรยาก)

ทำกิฟท์-ซิฟท์-เท็ท-ไอวีเอฟ-อิ๊กซี่-พีจีดี

ปัจจุบันสามีภรรยาหลายคู่ประสบภาวะมีบุตรยาก แต่ด้วย “เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์” ซึ่งเป็นความก้าวหน้าด้านวิทยา ศาสตร์การแพทย์ช่วยให้หลายคู่มีบุตรเชยชมสมใจ
 
ดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลในเรื่องนี้ “X-RAY สุขภาพ” จึงมาพูดคุย กับ ศ.นพ.อร่าม โรจนสกุล ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหาร คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
 
ศ.นพ.อร่าม อธิบายว่า คนที่แต่งงานกัน กินอยู่หลับนอนฉันสามีภรรยาตามปกติ มีเพศสัมพันธ์ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นระยะเวลา 1 ปี แล้วยังไม่ตั้งครรภ์ โดยที่ไม่ได้คุมกำเนิด ถือว่ามีบุตรยาก พบได้ประมาณ 10% ของคู่สมรส 
 
ตามขั้นตอนควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุว่ามีปัญหาท่อนำไข่ รังไข่ เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ หรือเชื้ออสุจิไม่แข็งแรง จากนั้นก็รักษาตามสาเหตุ  เช่น ไข่ไม่ตกก็ใช้ยากระตุ้นไข่ เชื้ออสุจิไม่แข็งแรงก็ฉีดเชื้อ ถ้าฉีดเชื้อไม่ได้ผลอาจจะทำอิ๊กซี่ หรือถ้าท่อนำไข่ตีบตัน 2 ข้างก็เสียเวลาเปล่าที่จะไปกระตุ้นรังไข่ ต้องทำเด็กหลอดแก้วไปเลย คนที่มีโรคติดต่อทางพันธุกรรม ลูกคนแรกเกิดมาพิการ ก็ต้องทำเด็กหลอดแก้วแล้วไปทำการคัดเลือกตัวอ่อนด้วยวิธีพีจีดี 
 
มิใช่ว่าอยู่ดี ๆ อยากมีบุตรแล้วไปขอทำกิฟท์ หรือทำเด็กหลอดแก้ว เพราะถ้าเกิดภาวะแทรกซ้อนผลที่ได้จะไม่คุ้มกับเสีย ส่วนจะเลือกวิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับเหตุผลความจำเป็นและสภาพของผู้รับบริการทั้งฝ่ายชายฝ่ายหญิง
 
ในอดีตคนที่มีบุตรยากรักษาได้ 20-30% ปัจจุบันเทคโนโลยีช่วยได้ 70-80% แต่มิใช่ว่าทำครั้งเดียวสำเร็จ เพราะในแต่ละครั้งโอกาสจะสำเร็จประมาณ 20-40% บางคนอาจจะต้องทำหลายครั้ง แต่โดยทั่วไปควรจะตั้งครรภ์ภายใน 3-6 ครั้ง
 
“เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์” มีหลายวิธีซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกัน ดังนี้

กิฟท์ (GIFT ย่อมาจาก Gamete intra fallopian transfer) คือ การนำเซลล์สืบพันธุ์ (เซลล์ไข่และเซลล์อสุจิ) ไปใส่ที่ท่อนำไข่ วิธีนี้ไข่เจอกับอสุจิแน่ แต่ยังไม่ทราบ ว่ามีการปฏิสนธิหรือไม่ วิธีนี้ผู้หญิงจะต้องมีท่อนำไข่ดีอย่างน้อย 1 ข้าง ข้อจำกัด คือ การนำเซลล์สืบพันธุ์ไปใส่ต้องอาศัยการผ่าตัดผ่าน กล้องไปในอุ้งเชิงกราน มักต้องวางยาสลบ
 
ซิฟท์ (ZIFT ย่อมาจาก Zygote intra fallopian transfer) คือ การนำไข่ที่ถูกผสมแล้ว แต่ยังไม่แบ่งตัวเป็นตัวอ่อนไปใส่ที่ท่อนำไข่
 
เท็ท (TET ย่อมาจาก Tubal Embryo Transfer) การนำตัวอ่อนไปใส่ที่ท่อนำไข่ ส่วนใหญ่จะเป็นระยะ 4-8 เซลล์
 
ไอวีเอฟ (IVF ย่อมาจาก In vitro fertilization) หรือ เด็กหลอดแก้ว คือ การปฏิสนธินอกร่างกาย หมายถึง การนำเซลล์ไข่และอสุจิมาผสมกันในห้องปฏิบัติการ จนเกิดการปฏิสนธิและแบ่งตัวเป็นตัวอ่อนระยะต่าง ๆ เช่น 4-8 เซลล์ ถ้าแบ่งเยอะ ๆ หลายเซลล์เป็นระยะที่เรียกว่า “มอรูลา” และระยะฝัง ตัวเรียกว่า “บลาสโตซิส” แล้วนำใส่กลับไปในโพรงมดลูก หรือ ท่อนำไข่แล้วแต่กรณี ปัจจุบันนิยมใส่ที่โพรงมดลูกมากกว่า เพราะง่ายกว่าและเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า
 
อิ๊กซี่ (ICSI ย่อมาจาก Intra cytoplasmic sperm injection) คือ การปฏิสนธินอกร่างกาย แต่แทนที่จะให้ไข่และอสุจิผสมกันเองตามธรรมชาติ จะใช้เข็มเล็ก ๆ ดูดเซลล์อสุจิ 1 เซลล์แล้วฉีด เข้าไปในไข่ วิธีนี้จะทำในกรณีที่อสุจิไม่แข็งแรง มีน้อยมาก หรือเปลือกไข่หนา รวมทั้ง ผู้ที่ไม่มีการปฏิสนธิภายหลังการทำเด็กหลอด แก้วตามปกติ 
 
พีจีดี (PGD ย่อมาจาก Preimplantation genetic diagnosis) คือ การตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรมก่อนการฝังตัวอ่อน กระบวน การทำ คือ การทำเด็กหลอดแก้วจนได้ตัวอ่อนระยะ 8 เซลล์ จนถึงระยะบลาสโตซิส แล้วใช้เข็มเล็ก ๆ ดูดเซลล์จำนวนหนึ่งจากตัวอ่อนนำไปตรวจทางพันธุกรรม แล้วนำตัวอ่อนที่ปกติใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อให้ตั้งครรภ์ต่อไป ในการวินิจฉัยนี้จะทราบเพศของตัวอ่อน จึงอาจนำมาใช้ในการคัดเลือกเพศบุตรด้วย แต่ในขณะนี้สนับสนุนให้ทำเพื่อป้องกันการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมผ่านทางโครโมโซมเพศเท่านั้น
 
ผลสำเร็จ “เทคโนโลยีช่วยการเจริญ พันธุ์” อยู่ที่ประมาณ 20-40% ขึ้นอยู่กับอายุฝ่ายหญิง ถ้าอายุมากกว่า 35 หรือ 40 ปีไปแล้ว ผลสำเร็จอาจต่ำกว่า 10% นอกจากนี้ผล สำเร็จยังขึ้นอยู่กับคุณภาพอสุจิ และสาเหตุของการมีบุตรยาก
 
ปัจจัยเรื่องอายุของฝ่ายหญิงเป็นสิ่งสำคัญ ช่วงอายุที่ดีควรมีบุตร คือ 25-35 ปี ถ้าฝ่ายหญิงอายุเกิน 40 ปีจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะผลการรักษาต่ำ ถ้าตั้งครรภ์โอกาสแท้งสูง หรือ โอกาสที่บุตรจะพิการก็สูง ถ้าฝ่ายหญิงอายุเกิน 40 ปีไปแล้ว แพทย์จะแนะนำไม่ให้ทำเว้นแต่มีเหตุจำเป็นจริง ๆ
 
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น การกระตุ้นรังไข่มากเกินไป อาจทำให้รังไข่โตมาก อึดอัด แน่นท้อง มีน้ำในช่องท้อง และปอด หรือบางคนอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากการเก็บไข่ การวางยาสลบ ซึ่งแพทย์ที่ให้การรักษาจะต้องระมัดระวัง
 
ค่าใช้จ่ายสูงในการรักษา ส่วนใหญ่เป็นค่ายากระตุ้นไข่ และค่าใช้จ่ายทางห้องปฏิบัติการ เฉลี่ยประมาณ 1-2 แสนบาทต่อครั้ง หรือมากกว่านั้น โดยเฉพาะทำพีจีดีค่าใช้จ่ายอาจสูงถึง 3-4 แสนบาท ขึ้นอยู่กับว่าเป็นโรงพยาบาลรัฐหรือโรงพยาบาลเอกชน.


เดลินิวส์
ชีวิตและสุขภาพ
17 ธันวาคม 2549



แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 21 มี.ค. 2007 01:58น. )
<ก่อนหน้า   ต่อไป>
Polls
คุณมีวิธีสอนลูกเรื่องจริยธรรมอย่างไร
  
คุณใช้เวลาว่างกับลูกวัยรุ่นอย่างไร
  
คุณเตรียมตัวรับมือไข้หวัดนกอย่างไร
  
 
Top! Top!