| พัฒนาคน พัฒนาครอบครัว พัฒนาด้วย IQ และ EQ ตอน 1 |
|
|
| 13 เม.ย. 2007 18:12น. | |
|
‘พัฒนาคน พัฒนาครอบครัว พัฒนาด้วย IQ และ EQ’ ตอน 1 ไอคิวและอีคิว ความฉลาดสองด้านเพื่อความสมบูรณ์ของมนุษย์รู้จัก “ไอคิว” ไอคิว (IQ) ย่อมาจากคำว่า Intelligence Quotient เป็นตัวเลขแสดงระดับเชาวน์ปัญญาหรือความสามารถของมนุษย์ในการเรียนรู้ วิเคราะห์ ทำความเข้าใจ แยกแยะ สร้างความคิดรวบยอด และ จดจำข้อมูลต่าง ๆ ค่าไอคิวได้มาจากการตรวจวัดด้วยแบบทดสอบที่เน้นการคิด การใช้เหตุผล การเชื่อมโยง การคำนวณ คนที่มีความฉลาดทางสติปัญญามากจะยิ่งมี ไอคิวสูง ส่วนคนฉลาดทางสติปัญญาปานกลางจะมีค่าไอคิวระหว่าง 90-110 รู้จัก “อีคิว” อีคิว (EQ) หรือ Emotional Quotient แปลได้ว่า “ความฉลาดทางอารมณ์” ซึ่งเป็นความสามารถของบุคคลในการรับรู้และเข้าใจอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น รวมถึงความสามารถในการปรับและควบคุมอารมณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์ คำนี้ยังค่อนข้างใหม่ เพิ่งได้รับการกล่าวถึงเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2533 โดยนักจิตวิทยา 2 คน คือ ปีเตอร์ ซาโลว์เวย์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และจอห์น เมเยอร์ จากมหาวิทยาลัยนิวแฮมพ์เชียร์ จากนั้นอีก 5 ปีต่อมา แดเนียล โกลแมน นักจิตวิทยาและนักเขียนประจำหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ ได้สานต่อแนวคิดนี้อย่างจริงจัง จนเขียนเป็นหนังสือเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ ทำให้อีคิวกลายเป็นที่สนใจของผู้คนมากขึ้น “ไอคิว” คือสมองซีกซ้าย “อีคิว” คือสมองซีกขวา สมองเป็นอวัยวะที่มีความสัมพันธ์ต่อไอคิวและอีคิวมากที่สุด ทั้งนี้ สมองของคนเรานั้นแบ่ง ออกเป็นซีกซ้ายและซีกขวา เชื่อมโยงถึงกันด้วยกลุ่มเส้นใยประสาทจำนวนมาก การเรียนรู้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อข้อมูลที่ได้รับจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย ถูกส่งจากเซลล์สมองตัวหนึ่งไปยังเซลล์สมองอีกตัวหนึ่ง โดยมีใยประสาทเป็นตัวเชื่อม นักวิจัยค้นพบว่า สมองซีกซ้ายเกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้ภาษาพูด การวิเคราะห์ การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล การจัดลำดับก่อนหลัง การควบคุมพฤติกรรม การนับจำนวนการบอกเวลา ซึ่งเป็นเรื่องของความฉลาดทางสติปัญญา ในขณะที่สมองซีกขวาเกี่ยวข้องกับจินตนาการ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สัญชาตญาณ การสังเคราะห์ การซึมซับในดนตรีและศิลปะซึ่งเป็นเรื่องของความฉลาดทางอารมณ์ สมองทั้งสองซีกจึงเทียบได้กับไอคิวและอีคิวนั่นเอง พัฒนาแบบองค์รวมเพื่อความสมดุลแห่งชีวิต การอบรมเลี้ยงดูที่มุ่งเน้นเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งอาจทำให้เด็กเติบโตอย่างไม่สมดุล และกลายเป็นเด็กมีปัญหา เช่น เน้นท่องจำจนไม่รู้จักการคิดวิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์ เน้นความฉลาดแต่ละเลยการปลูกฝังจริยธรรม หรือมีสติปัญญาดีแต่ทำงานร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ เป็นต้น ดังนั้นพ่อแม่จึงควรอบรมเลี้ยงดูเด็กให้มีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาควบคู่ไปกับความฉลาด ทางอารมณ์ โดยไม่ลืมการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางร่างกายที่เหมาะสมกับวัยหรือที่เรียกว่า “พัฒนา การแบบองค์รวม” ซึ่งจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่ช่วงปฐมวัยต่อเนื่องจนถึงวัยเรียนและวัยรุ่น เพื่อให้เด็กมีความสามารถสูง เป็นคนดี และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข สถานการณ์ไอคิวเด็กไทยวันนี้น่าห่วง แม้จะยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนสำหรับพัฒนา การด้านสติปัญญาของเด็กไทยในปัจจุบัน แต่ข้อมูลจากการสำรวจครั้งล่าสุดประกอบกับหลักฐานจากการศึกษาครั้งก่อน ๆ และแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ก็มีน้ำหนักเพียงพอที่จะสรุปว่า เด็กไทยทั่วไปโดยเฉลี่ยมีทักษะ ทางด้านสติปัญญา หรือ “ไอคิว”อยู่ในเกณฑ์ต่ำ โดยเฉพาะเด็กชนบทซึ่งเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ด้อยปัจจัยทางด้านชีวภาพ และขาดแคลนปัจจัยที่ส่งเสริมการเรียนรู้ สภาวการณ์นี้นับว่าน่าเป็นห่วง และควรมีการดำเนินการเพื่อยกระดับไอคิวของเด็กไทยให้ดีขึ้นโดยเร่งด่วน ผลสำรวจล่าสุดชี้ เด็กไทยส่วนใหญ่มีไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์ การสำรวจเพื่อประเมินระดับสติปัญญาของเด็กไทยครั้งล่าสุด เกิดขึ้นในโครงการวิจัยพัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กไทย พ.ศ. 2544 ซึ่งแบ่งการประเมินออกเป็น 2 ระดับอายุ คือ เด็กไทยในวัยเรียนที่มีอายุระหว่าง 6-12 ปี และวัยรุ่นไทยซึ่งมีอายุระหว่าง 13-18 ปี โดยใช้แบบทดสอบระดับเชาวน์ปัญญาชนิดคัดกรองแบบไม่ใช้ภาษา ชื่อ Test of Nonverbal Intelligence ฉบับปรับปรุงใหม่ (third edition) ผลจากการสำรวจชี้ว่า ค่าเฉลี่ยระดับเชาวน์ปัญญาของเด็กวัยเรียนและวัยรุ่นเท่ากับ 88.1 และ 86.7 ตามลำดับ นับว่าต่ำกว่าความฉลาดทางสติปัญญาระดับปานกลางที่ต้องมีค่าไอคิวระหว่าง 90-110 นอกจากนี้ยังพบว่า เด็กวัยเรียนและวัยรุ่นมากกว่าร้อยละ 60 มีระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่า 90 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำและต่ำ และมีเพียงร้อยละ6.4 ของเด็กวัยเรียน และร้อยละ 8.4 ของกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้นที่จัดว่ามีระดับไอคิวอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง และสูง เด็กกรุงเทพฯ มีภาษีดีที่สุด ผลจากการสำรวจยังพบด้วยว่า เด็กวัยเรียนและวัยรุ่นในกรุงเทพมหานครมีระดับไอคิวเฉลี่ยสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กในภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศ ขณะเดียวกันเด็กที่อยู่ในเขตเทศบาลก็มี ระดับเชาวน์ปัญญาสูงกว่าเด็กนอกเขตเทศบาลอย่างชัดเจน ด้วยเหตุผลที่ว่า เด็กในกรุงเทพมหานครและเด็กในเขตเทศบาลมีโอกาสในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากกว่าเด็กในภูมิภาคอื่น ๆ และเด็กนอกเขตเทศบาล แนวโน้มเด็กไทยมีไอคิวต่ำลง เมื่อนำข้อมูลจากการสำรวจครั้งล่าสุดไปเปรียบเทียบกับผลการสำรวจระดับสติปัญญาของเด็กไทยอายุ 6-12 ปีครั้งแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจสุขภาวะของประชาชน ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2539-2540 พบว่า ระดับเชาวน์ปัญญาเฉลี่ยของเด็กวัยเรียนทั่วประเทศขณะนั้นอยู่ที่ 91.9 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ได้จากการสำรวจในครั้งหลังนี้ แม้ว่าความแตกต่างของแบบทดสอบที่ใช้ในการประเมินความฉลาดทางสติปัญญาทั้งสองครั้งอาจมีส่วนทำให้ค่าเฉลี่ยไอคิวของเด็กไทยลดลง แต่ทีมวิจัยก็สันนิษฐานว่า ภาวะขาดสารไอโอดีนน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระดับเชาวน์ปัญญาของเด็กไทยต่ำกว่าเกณฑ์ เนื่องจากการศึกษาในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและเกาะฮ่องกงรายงานว่า กลุ่มประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหาการขาดสารไอโอดีน แม้ไม่แสดงอาการเจ็บป่วยก็จะมีระดับเชาวน์ปัญญาเฉลี่ยลดลง สิ่งที่รัฐควรต้องเร่งดำเนินการ ด้วยเหตุที่ความบกพร่องของสติปัญญาเกี่ยวพันกับการขาดทักษะในการแก้ปัญหา และจะนำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ มากมาย สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่องคือ มาตรการหรือยุทธศาสตร์ของระบบการศึกษาที่จะแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ เพื่อให้เด็กไทยมีศักยภาพในการคิด วิเคราะห์ รวบรวม หรือกลั่นกรองข้อมูล สามารถตัดสินใจและสังเคราะห์แนวทางแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รากฐานของไอคิว-อีคิวที่ดีเริ่มต้นที่บ้าน ครอบครัวเป็นสังคมแรกที่ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด สภาพครอบครัวและการเลี้ยงดู จึงมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการทางด้านไอคิว หรือความฉลาดทางสติปัญญา และอีคิว หรือความฉลาดทางอารมณ์ ของเด็กอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นฐานะ ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว พฤติกรรมของพ่อแม่ ผู้ที่เลี้ยงดู หรือคนรอบข้าง ลักษณะและวิธีการอบรมเลี้ยงดู ปัจจัยเหล่านี้สามารถส่งผลได้ทั้งด้านลบและบวก ไอคิวของลูกสัมพันธ์กับฐานะและสถานะของพ่อแม่ โดยทั่วไป ครอบครัวที่มีฐานะดี พ่อแม่มีการศึกษาดี จะเอื้ออำนวยให้เด็กได้รับการกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการด้านความฉลาดทางสติปัญญามากกว่าเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจน เคยมีการศึกษาระดับสติปัญญาของเด็กที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ขาดแคลนโอกาสในการเรียนรู้ เช่น สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และชุมชนแออัด แล้วถูกย้ายไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ดีกว่า พบว่า หลังจากที่เด็กมีสิ่งกระตุ้นและได้รับโอกาสในการเรียนรู้มากขึ้น ระดับความฉลาดทางสติปัญญาของเด็กสูงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้รูปธรรมที่ปรากฏอยู่จริงก็คือ เด็กในชนบทซึ่งขาดแคลนของเล่นและหนังสือที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาจะมีระดับไอคิวที่ต่ำกว่าเด็กเมืองอย่างชัดเจน นอกจากนี้ การสำรวจระดับสติปัญญาของเด็กไทยในวัยเรียนและวัยรุ่น ในโครงการวิจัยพัฒนา การแบบองค์รวมของเด็กไทย พ.ศ. 2544 ยังระบุว่า ระดับการศึกษาของแม่เป็นปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการด้านสติปัญญาของลูก โดยแม่ที่มีการศึกษาสูงย่อมถ่ายทอดพันธุกรรมที่ดีและสามารถจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กได้เป็นอย่างดี การอบรมเลี้ยงดูมีผลต่ออีคิวอย่างนึกไม่ถึง ผลการสำรวจพัฒนาการด้านความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กไทย ในโครงการวิจัยพัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กไทย พ.ศ. 2544 พบประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างการเลี้ยงดูกับพัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กที่น่าสนใจ ดังนี้ - เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูในเกณฑ์ต่ำจะมีพัฒนาการทางอารมณ์ต่ำกว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูในระดับปานกลางถึง 1.7 เท่า - เด็กที่พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงมีพัฒนาการทางอารมณ์ต่ำกว่าเด็กที่พ่อแม่เลี้ยงดู 1.3 เท่า - เด็กที่เติบโตในสภาพครอบครัวที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ คือ ความสงบสุขถูกรบกวน มีเหตุการณ์คุกคามความมั่นคง หรือประสบปัญหายุ่งยากที่แก้ไขไม่ได้ จะมีพัฒนาการทางอารมณ์ต่ำกว่าเด็กที่เติบโตในครอบครัวที่มีภาวะวิกฤติปานกลาง 1.3 เท่า - เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่สัมพันธภาพไม่ดี จะมีพัฒนาการทางอารมณ์ต่ำกว่าเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีสัมพันธภาพสมดุล รักใคร่ปรองดอง และเอื้ออาทรต่อกัน 1.4 เท่า. นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์ เดลินิวส์ ชีวิตและสุขภาพ 1 เมษายน 2550 |
|
| แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 13 เม.ย. 2007 18:22น. ) |
| <ก่อนหน้า | ต่อไป> |
|---|












