|
05 เม.ย. 2009 21:13น. |
|
ภาวะการมีบุตรยาก การมีบุตรยากเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในทุกประเทศ ทุกเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ ประมาณร้อยละ 10 ของคู่สมรสจะมีปัญหานี้ การมีบุตรยากเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง ซึ่งบางอย่างก็สามารถป้องกันได้ แนวทางในการดูแลรักษาภาวะมีบุตรยาก คือ การตรวจหาสาเหตุและแก้ไขความผิดปกติที่พบ หลายวิธีมีขั้นตอนต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเวลา ดังนั้นคู่สามี-ภรรยาที่มีบุตรยากจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้พอ สมควร จะช่วยให้การติดต่อสื่อสารทำความเข้าใจกับแพทย์ที่ให้การรักษาสะดวกยิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มโอกาสของความสำเร็จด้วย อย่างไรจึงเรียกว่ามีบุตรยาก ประมาณร้อยละ 80 ของคู่สมรสที่มีสุขภาพแข็งแรง มีการร่วมเพศอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และไม่ได้คุมกำเนิด จะตั้งครรภ์ได้ภายในเวลา 1 ปี ดังนั้นผู้ที่ต้องการมีบุตรและได้พยายามเกินกว่า 1 ปีแล้ว จึงอยู่ในกลุ่ม “มีบุตรยาก” ทำไมจึงมีบุตรยาก การมีบุตรยากอาจเกิดจากความผิดปกติของฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง หรือทั้งสองฝ่ายร่วมกัน ในฝ่ายชายอาจไม่มีอสุจิหรือมีจำนวนอสุจิไม่พอเพียงหรือไม่แข็งแรง ซึ่งมีหลายสาเหตุ ได้แก่ คางทูม ไส้เลื่อน ถุงน้ำที่อัณฑะ เส้นเลือดขอด ทางเดินของอสุจิอุดตันจากการทำหมันหรือการอักเสบติดเชื้อ มีภูมิต้านทานต่อตัวอสุจิ โรคทางพันธุกรรม และความผิดปกติของฮอร์โมนต่าง ๆ เป็นต้น ส่วนในฝ่ายหญิงความผิดปกติที่พบได้บ่อย คือ การทำงานของรังไข่ผิดปกติ ท่อนำไข่ตีบตัน มีพังผืดในอุ้งเชิงกราน โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และความผิดปกติของตัวมดลูก เป็นต้น นอกจากนี้การมีบุตรยากยังอาจเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความผิดปกติของการร่วมเพศ ระยะเวลาร่วมเพศ และความสมบูรณ์ของไข่และอสุจิ เป็นต้น อนึ่ง มีคู่สมรสจำนวนหนึ่งที่ตรวจไม่พบความผิดปกติใด ๆ จากวิธีการตรวจในปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความผิดปกติ โดยทั่วไปจะพบความผิดปกติในฝ่ายชายประมาณร้อยละ 30 ในฝ่ายหญิงร้อยละ 40 และความผิดปกติทั้งในฝ่ายชายและฝ่ายหญิงร่วมกันร้อยละ 30 ก่อนมีบุตรควรเตรียมตัวอย่างไร คู่สามีภรรยาควรได้รับการตรวจสุขภาพ ตรวจหาโรคที่ติดต่อหรือถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น ธาลัสซีเมีย ไวรัสตับอักเสบ ซิฟิลิส และโรคเอดส์ เป็นต้น ในผู้หญิงควรตรวจหาภูมิต้านทานต่อไวรัสหัดเยอรมัน ซึ่งหากยังไม่มีก็ควรฉีดวัคซีนป้องกันก่อน ในกรณีนี้ควรคุมกำเนิด ภายหลังการฉีดวัคซีนสองถึงสามเดือน เมื่อใดจึงควรไปพบแพทย์ ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา ภายหลังแต่งงาน มีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ และไม่ได้คุมกำเนิดเป็นระยะเวลา 1 ปีแล้ว แต่ในกรณีที่มีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น มีอาการปวดระดูมาก ระดูผิดปกติ และเคยได้รับการผ่าตัดภายในช่องท้อง ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ได้ก่อนโดยไม่ต้องรอถึง 1 ปี อีกกรณีหนึ่งคือ ในคู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีอายุมาก ใกล้ 40 ปี หรือกว่านั้น ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว เนื่องจากโอกาสตั้งครรภ์เองต่ำลงมาก และผลการรักษาจะลดลงมากเมื่ออายุมากขึ้น ใครควรไปรับการตรวจรักษาก่อน ในบางครั้งคู่สามี-ภรรยาจะเกี่ยงกันให้อีกฝ่ายหนึ่งไปตรวจรักษาก่อน เพราะมั่นใจว่าตนเองปกติดีแต่การมีบุตรยากเป็นปัญหาของคู่สมรสทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง จึงควรปรึกษาหารือกันและไปพบแพทย์ทั้งสองฝ่าย แม้ว่าสาเหตุของการมีบุตรยากจะอยู่ที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ตาม ควรส่งเสริมสนับสนุนและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ซึ่งจะทำให้ผลสำเร็จของการรักษาเพิ่มขึ้น การตรวจในฝ่ายชายมักเริ่มจากการตรวจน้ำอสุจิ สำหรับการตรวจในฝ่ายหญิงนั้น ประกอบด้วย การตรวจภายใน การตรวจอัลตราซาวด์ในอุ้งเชิง กราน การตรวจเลือดวัดระดับฮอร์โมน การตรวจโพรงมดลูกและท่อนำไข่โดยเอกซเรย์และฉีดสีเข้าโพรงมดลูก การส่องกล้องตรวจโพรงมดลูกและการส่องกล้องตรวจอุ้งเชิงกราน เป็นต้น แพทย์จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการตรวจเป็นราย ๆ ไป มีวิธีการรักษาคู่สมรสที่มีบุตรยากอย่างไร การรักษาโดยทั่วไปได้แก่ การดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น สุรา บุหรี่ รวมทั้งความเครียดด้วย สำหรับการรักษาเฉพาะ แพทย์จะให้การรักษาตามสาเหตุที่พบซึ่งมีแนวทางการรักษาเบื้องต้น ดังนี้ กรณีที่สาเหตุมีบุตรยากเกิดจากท่อนำไข่ตีบตัน อาจรักษาด้วยการผ่าตัด หรือหากพบว่าเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ วิธีการรักษาทำได้โดยการผ่าตัดเอาพยาธิสภาพออก ในรายที่มีพยาธิสภาพมากอาจต้องใช้การทำเด็กหลอดแก้ว - กรณีที่สาเหตุมีบุตรยากเกิดจากภาวะไข่ไม่ตก วิธีการรักษาคือการให้ยาชักนำให้ไข่ตก - กรณีที่สาเหตุมีบุตรยากเกิดจากอสุจิมีความผิดปกติ วิธีการรักษาคือการตรวจหาสาเหตุ การฉีดเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก การทำเด็กหลอดแก้ว - กรณีที่สาเหตุมีบุตรยากเกิดจากตรวจไม่พบสาเหตุ วิธีการรักษาคือใช้วิธีเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ เช่น การกระตุ้นรังไข่ และการฉีดเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก เป็นต้น หากการรักษาเบื้องต้นแล้วไม่ได้ผล แพทย์จะ พิจารณาเลือกใช้เทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้วหรือการปฏิสนธินอกร่างกายและอิ๊กซี่ หรือการฉีดอสุจิเข้าไปในเซลล์ไข่ เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีการที่ยุ่งยาก ซับซ้อน สิ้นเปลื้องค่าใช้จ่ายมาก จึงควรทำเฉพาะในรายที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น จะป้องกันภาวะมีบุตรยากได้อย่างไร หลักโดยทั่วไปคือ การดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ มีการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอและแก้ไขปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ ขณะที่ความผิดปกติยังไม่มากนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวกับ ระบบสืบพันธุ์ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ดื่มสุราและสูบบุหรี่ ดูแลเรื่องน้ำหนักตัวและภาวะโภชนาการให้เหมาะสม แต่งงานและมีบุตรโดยไม่รอให้อายุมาก เนื่องจากความสามารถในการมีบุตรจะลดลงตามอายุของฝ่ายหญิงตั้งแต่อายุประมาณ 35 ปีขึ้นไป และจะลดลงมากหลังอายุ 40 ปี มีการร่วมเพศอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช้สารหล่อลื่น หลีกเลี่ยงการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ และกรณีที่เกิดการติดเชื้อต้องรีบรักษาโดยเร็วก่อนที่อวัยวะระบบสืบพันธุ์จะ เกิดการสูญเสียอย่างถาวร ในปัจจุบัน แม้ว่าเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์จะมีความก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้นแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขหรือรักษาให้ทุกคนมีบุตรตามความประสงค์ได้ ในกรณีที่โอกาสสำเร็จจากการรักษามีน้อยมากหรือไม่มี ก็ควรยอมรับ ทำความเข้าใจ ปรับตัวและหาทางเลือกอื่น ๆ เช่น การขอบุตรบุญธรรม และการใช้ชีวิตคู่โดยไม่มีบุตร เป็นต้น ซึ่งจะทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และมีความสุขมากกว่าที่จะทำการรักษาต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด. ศาสตราจารย์นายแพทย์อร่าม โรจนสกุล ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เดลินิวส์ 7 มีนาคม 2552 คลินิกเด็ก ดอท คอม |