หน้าแรก arrow โรคติดเชื้อ arrow วัณโรค
09 ก.ย. 2010 00:41น.
 
 
Newsflash
วัณโรค พิมพ์ อีเมล
วัณโรคคืออะไร?

วัณโรค หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ TB ซึ่งเป็นชื่อย่อที่มาจากชื่อภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Tuberculosis เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่ทำให้เกิดวัณโรคปอด แต่ในบางครั้งเชื้อนี้จะไม่ได้อยู่แต่ในปอดเท่านั้น อาจแพร่กระจายไปที่อื่นๆในร่างกายได้ เช่น กระดูกและข้อ ไต และเยื่อหุ้มสมอง การแพร่กระจายของเชื้อเกิดโดยการไอจามรดกัน ละอองที่ออกมานี้จะมีขนาดเล็กและสามารถล่องลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง เมื่อหายใจเอาละอองที่มีเชื้อนี้เข้าไป เชื้อวัณโรคก็จะผ่านเข้าสู่ปอด และเริ่มแบ่งตัวแพร่ต่อไปตามหลอดลมฝอยในปอด ซึ่งร่างกายก็พยายามสร้างภูมิคุ้มกันต่างๆออกมาต่อสู้กับเชื้อโรค ทำให้ภายในระยะเวลาประมาณ 2-10 สัปดาห์ต่อมาเชื้อนี้ก็จะเริ่มสงบลง โดยที่คนๆนั้นยังมีเชื้ออยู่ในร่างกายแต่จะไม่เจ็บป่วยอะไร และยังไม่แพร่เชื้อต่อไปให้คนอื่น แต่เชื้อที่มีอยู่นี้อาจกำเริบได้ในอีกหลายปีต่อมาเมื่อผู้นั้นมีอายุมากขึ้นหรือสุขภาพอ่อนแอลง

  ในเด็ก การติดเชื้อวัณโรคและดำเนินไปจนเกิดการเจ็บป่วยจากวัณโรคนั้นจะเป็นไปได้เร็วกว่าในผู้ใหญ่ ประมาณว่า 40-50% ของเด็กเล็ก และ 15% ของเด็กโต ที่ได้รับเชื้อและไม่ได้รับการรักษาจะเกิดการเจ็บป่วยจากวัณโรคขึ้นใน 1-2 ปี และในหลายรายพบว่ามีการแพร่กระจายของเชื้อไปสู่ที่อื่นๆของร่างกาย ไม่ได้อยู่เฉพาะในปอด ทำให้การวินิจฉัยทำได้ยาก

การแพร่กระจายของเชื้อวัณโรคในเด็ก

     เมื่อภูมิคุ้มกันที่ร่างกายมีต่อเชื้อวัณโรคเริ่มอ่อนแอลง เชื้อวัณโรคก็จะเริ่มทำให้คนๆนั้นป่วย ซึ่งอาจออกมาในรูปแบบต่างๆกันได้ เช่น เป็นวัณโรคปอด วัณโรคของต่อมน้ำเหลือง ซึ่งเด็กที่มีปัญหานี้ส่วนใหญ่จะไม่สามารถแพร่เชื้อให้แก่คนอื่นได้ง่ายนัก และต่อมาเมื่อเชื้อเริ่มมีปริมาณมากขึ้นและเริ่มทำลายเนื้อเยื่อของปอดในบริเวณที่กว้างขึ้น ทำให้เริ่มมีอาการที่ชัดเจนขึ้น เช่น ไอเรื้อรัง มีไข้ต่ำๆเป็นๆหายๆ น้ำหนักไม่ค่อยขึ้น เป็นหวัดไอบ่อยๆ ในบางรายเชื้อวัณโรคก็จะแพร่กระจายไปตามกระแสเลือดหรือระบบน้ำเหลืองไปยังต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะอื่นๆที่อยู่ห่างออกไป เช่น ตับ ม้าม กระดูก ไต และสมอง หรือเยื่อหุ้มสมอง ทำให้เกิดโรคที่อวัยวะนั้นๆต่อไป ซึ่งกว่าที่จะแสดงอาการออกมาก็อาจใช้เวลาหลายปีหลังจากรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย

องค์การอนามัยโลกประมาณการณ์ว่า มีประชากร 1 ใน 3 ของโลก (ประมาณ 2 พันล้านคน) ที่ได้รับเชื้อวัณโรค แต่ไม่มีการเจ็บป่วย และพบว่าในหลายประเทศมีคนไข้ที่ป่วยเป็นวัณโรคชนิดที่มีอาการ และสามารถแพร่เชื้อได้ เพิ่มมากขึ้น เช่นใน สหรัฐอเมริกา มีอุบัติการณ์ของการติดเชื้อวัณโรคในเด็กเพิ่มขึ้นถึง 40 % ในช่วงปี พ.ศ. 2530 ถึง พ.ศ.2536 ทั้งนี้เพราะปัญหาความยากจน ปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐาน การติดเชื้อเอดส์ และปัญหาทางสาธารณสุขที่ยังไม่สามารถเข้าถึงคนที่ติดเชื้อวัณโรคเหล่านี้

     ซึ่งประเทศไทยเราก็พบการเพิ่มขึ้นของวัณโรคเช่นกัน จากการที่มีการติดเชื้อเอดส์เพิ่มมากขึ้น และมีปัญหาชาวต่างชาติอพยพเข้ามาหางานทำในเมืองไทยกันมากขึ้น

อาการของวัณโรคในเด็ก

     โดยทั่วไปเมื่อเด็กได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ในตอนแรกจะยังไม่มีอาการผิดปกติอะไร แต่จะสามารถตรวจได้ว่ามีการติดเชื้อวัณโรคหรือไม่โดยการฉีดสารทดสอบที่ผิวหนังเพื่อดูภูมิตอบสนองของร่างกายต่อเชื้อวัณโรค ที่เรียกว่า Tuberculin test ซึ่งถ้ามีการติดเชื้อ จะมีปฏิกริยามาก ทำให้ดูบวมแดง ที่ตำแหน่งที่ฉีดไว้ (เช่น ที่แขน) ในเวลา 2-3 วันต่อมา และในช่วงแรกที่ได้รับเชื้อวัณโรคส่วนใหญ่จะยังไม่พบความผิดปกติในเอกซ์เรย์ปอด แต่ในเวลาต่อมา ซึ่งอาจนานเป็นปี เมื่อวัณโรคเริ่มเป็นมากขึ้นก็จะมีอาการอื่นปรากฏให้เห็นบ้าง เช่น วัณโรคปอด แต่ส่วนใหญ่ในเด็กมักจะพบว่ามีวัณโรคปอด โดยไม่มีอาการอะไร ถึงประมาณ 50 % ของคนไข้ที่มาพบแพทย์ ทั้งนี้เพราะมีการตรวจเอกซ์เรย์ในเด็กรายที่มีประวัติว่ามีผู้ใหญ่ในบ้าน เป็นวัณโรค ทำให้สามารถตรวจพบเด็กที่มีปัญหาวัณโรคได้เร็วขึ้น

     ในรายที่เป็นมากพอควร จะมีอาการซึ่งอาจไม่จำเพาะนัก เช่น อาจมีอาการไอเรื้อรัง ไอแห้งๆ, อาจมีไข้ต่ำๆเป็นๆหายๆ บ้าง หรือมีเหงื่อออกมากกลางคืน มีอาการเบื่ออาหาร หรือดูผอม น้ำหนักไม่ค่อยขึ้น และในรายที่เป็นวัณโรคอย่างเต็มที่ก็จะมีอาการต่างๆให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น เช่น มีไข้สูง มีอาการไอที่มีเสมหะมากขึ้น มีน้ำหนักลด และมีเหงื่อออกมากกลางคืน

ในเด็กทารก หรือเด็กเล็กพบว่าเชื้อวัณโรคมีการแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆของร่างกายได้เร็ว ภายใน 2-6 เดือนหลังจากการได้รับเชื้อ เป็นภาวะที่เรียกว่า วัณโรคแบบแพร่กระจาย (miliary tuberculosis) ซึ่งจะพบว่าเด็กมีไข้เป็นๆหายๆ น้ำหนักน้อย ไม่อยากอาหาร และมักมี ต่อมน้ำเหลืองโต และอาจมีตับม้ามโตด้วย

วัณโรคในเด็กรักษาอย่างไร?

     แพทย์ผู้ดูแลจะทำการประเมินว่าเด็กมีการติดเชื้อวัณโรคหรือไม่ และถ้ามี เป็นอยู่ในขั้นไหน โดยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการทำ Tuberculin test และ เอกซ์เรย์ปอด ในบางครั้งอาจมีการตรวจเลือดอย่างอื่นร่วมด้วย ถ้าผลบ่งชี้ว่า เป็นเพียงการติดเชื้อวัณโรค โดยที่ยังไม่มีอาการอะไร ก็มักจะพิจารณาให้ยารักษาเพียงขนานเดียว เช่น ยา INH รับประทานวันละครั้ง ไปนาน 9 เดือน (ยกเว้นในรายที่มีประวัติคนใกล้ชิดในครอบครัวเป็นวัณโรคที่ลุกลาม หรือมีประวัติเชื้อดื้อยา) ซึ่งพบว่า การให้การรักษาแบบนี้ สามารถป้องกันการติดเชื้อลุกลามแบบแพร่กระจายในเด็กได้ และสามารถควบคุมไม่ให้เกิดโรคได้ แต่ถ้าพบว่ามีการลุกลามของวัณโรคแล้ว ก็มักจะพิจารณาให้ยาร่วมกัน อย่างน้อย 2-3 ชนิดทานไปด้วยกัน ไปอย่างน้อย 9 เดือนถึง 1 ปี เนื่องจากมีปัญหาของเชื้อดื้อยาเกิดขึ้นได้ง่าย (ในบางรายที่มีปัญหาเชื้อดื้อยา อาจต้องให้ถึง 4 ชนิด)

     เด็กส่วนใหญ่ที่ได้รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ จะหายขาดจากการเป็นวัณโรคได้ แต่เนื่องจากการรักษาต้องใช้ระยะเวลานานหลายเดือน ทำให้บางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจจะไม่ได้เอาใจใส่ในการให้ยาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกิดการดื้อยา และทำให้การรักษาไม่ได้ผล และเมื่อมีการแพร่กระจายของเชื้อวัณโรคไปสู่ส่วนอื่นของร่างกาย เช่น เยื่อหุ้มสมองแล้ว การรักษาก็จะยิ่งยากขึ้น และอาจมีผลกระทบต่อสมองในระยะยาวได้

    ดังนั้นจึงต้องการเน้นว่า ในการรักษาวัณโรคนั้น ควรที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องเข้าใจถึงปัญหาในการรักษาและความสำคัญในการให้ยารักษาที่จะต้องต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดสำหรับลูกของเรา

จะป้องกันวัณโรคได้อย่างไร ?

     ควรดูแลสุขภาพของทุกคนในครอบครัว โดยให้อยู่ในที่อากาศปลอดโปร่งถ่ายเทดี ไม่สูบบุหรี่ และควรมีการตรวจสุขภาพและทำเอกซ์เรย์ปอดบ้างถ้ามีอาการที่บ่งชี้ว่าจะมีปัญหาโรคปอด

     การที่ลูกเคยฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) นั้นอาจไม่สามารถป้องกันวัณโรคได้ 100%

     หลักการที่สำคัญคือการตรวจหาคนที่เป็นวัณโรค และเริ่มให้การรักษาก่อนที่จะแพร่เชื้อให้แก่คนอื่นๆรอบข้าง และเพื่อควบคุมไม่ให้เชื้อวัณโรคของผู้นั้นลุกลามจนทำให้เกิดปัญหาวัณโรคที่ดื้อต่อยา และมีความยากลำบากในการรักษา

     ปัจจุบันยารักษาวัณโรคที่ดีนั้นมีหลายตัว และสามารถใช้ร่วมกันกับยาอื่นๆได้ และการเป็นวัณโรคก็ไม่ได้เป็นโรคที่น่ารังเกียจต้องปกปิดแต่อย่างไร จึงควรที่เราจะใส่ใจในการตรวจวินิจฉัย และการรักษาเพื่อให้ได้ผลดีที่สุดแก่ลูก และครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่งของเรา


นพ.ประสงค์ พฤกษานานนท์
คลินิกเด็ก.คอม

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 11 ก.ย. 2005 09:28น. )
<ก่อนหน้า   ต่อไป>
Polls
คุณมีวิธีสอนลูกเรื่องจริยธรรมอย่างไร
  
คุณใช้เวลาว่างกับลูกวัยรุ่นอย่างไร
  
คุณเตรียมตัวรับมือไข้หวัดนกอย่างไร
  
 
Top! Top!